เครื่องพิมพ์ฟิล์มบล็อกสกรีน Film Print 24 นิ้ว

บทความ

Film Print 24 นิ้ว: วิธีประเมินเครื่องพิมพ์ฟิล์มก่อนซื้อ

ในบทความนี้
  1. ปัญหาที่ระบบ Digital Film Output พยายามแก้
  2. งานแต่ละประเภทต้องการฟิล์มไม่เท่ากัน
  3. RIP Software ทำหน้าที่อะไร
  4. เกณฑ์ทดสอบที่ควรใช้
  5. ทดสอบให้จบที่บล็อกหรือเพลต
  6. คำนวณต้นทุนอย่างไร
  7. Film Print 24 เหมาะกับใคร
  8. สรุป

Film Print 24 ใช้เรียกระบบ Digital Film Output หน้ากว้าง 24 นิ้วสำหรับผลิตฟิล์ม Positive ในงานบล็อกสกรีน Offset, Spot UV, Flexo, Die Cut, Pad Printing และงานสกรีนอุตสาหกรรม แนวคิดคือเปลี่ยนไฟล์ดิจิทัลเป็นฟิล์มพร้อมถ่ายบล็อกโดยไม่ต้องผ่าน Image Setter แต่คำว่า “ทดแทนได้” ต้องตัดสินจากรายละเอียดเส้น ความทึบ และความเที่ยงตรงที่กระบวนการของโรงพิมพ์ต้องการ

Film Print 24 ระบบพิมพ์ฟิล์ม Positive หน้ากว้าง 24 นิ้วสำหรับงานพิมพ์อุตสาหกรรม
ระบบ Digital Film Output ต้องประเมินจากฟิล์มที่ถ่ายบล็อกได้จริง ไม่ใช่ดูความดำจากภาพตัวอย่างเพียงอย่างเดียว

ปัญหาที่ระบบ Digital Film Output พยายามแก้

  • ค่าใช้จ่ายและการดูแลเครื่อง Image Setter รุ่นเก่า
  • การรอผลิตฟิล์มจากผู้ให้บริการภายนอกเมื่อมีงานแก้ด่วน
  • การทำฟิล์มขนาดใหญ่กว่ากระดาษสำนักงานโดยไม่ต้องต่อหลายแผ่น
  • การแก้ไฟล์และพิมพ์ซ้ำเฉพาะสีหรือชิ้นที่เสียได้ทันที
  • การเก็บไฟล์ดิจิทัลแทนการเก็บฟิล์มจำนวนมาก

ข้อดีเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไฟล์ RIP เครื่องพิมพ์ หมึก ฟิล์ม และชุดถ่ายบล็อกทำงานเข้ากัน ถ้าพิมพ์เร็วแต่ต้องซ้อนฟิล์มสองชั้น หรือแก้บล็อกบ่อย ต้นทุนจริงอาจไม่ลดอย่างที่คาด

งานแต่ละประเภทต้องการฟิล์มไม่เท่ากัน

บล็อกสกรีนและงานเสื้อ

ต้องดูเส้นขอบ เม็ดฮาล์ฟโทน ความทึบของพื้นที่ดำ และการลงทะเบียนเมื่องานหลายสี การทดสอบควรใช้ตาข่าย อิมัลชัน และชุดฉายแสงที่ร้านใช้จริง เพราะฟิล์มเดียวกันอาจให้ผลต่างเมื่อเปลี่ยนความถี่ตาข่ายหรือเวลาฉาย

Offset และ Spot UV

งานมีตัวอักษรเล็ก เส้นบาง พื้นทึบ และตำแหน่งประกบกับงานพิมพ์เดิม ความเที่ยงตรงของขนาดและความคมจึงสำคัญมาก ฟิล์มที่หดหรือยืดเพียงเล็กน้อยอาจเห็นชัดเมื่อทำเพลตหรือเคลือบ Spot UV

Flexo, Die Cut และ Pad Printing

แต่ละกระบวนการมีข้อกำหนดเรื่องเส้น ขั้นต่ำของช่องว่าง และวัสดุเพลตต่างกัน ก่อนเปลี่ยนระบบควรเลือกงานยากที่ผลิตประจำมาทดสอบ ไม่ควรใช้เพียงโลโก้ขนาดใหญ่ซึ่งผ่านได้ง่ายกว่า

RIP Software ทำหน้าที่อะไร

RIP ช่วยจัดวางงาน ควบคุมความละเอียด ปริมาณหมึก การสร้างฮาล์ฟโทน และการพิมพ์กลับด้าน ตัวเครื่องที่ใช้ฮาร์ดแวร์เดียวกันอาจให้ผลฟิล์มต่างกันเมื่อการตั้งค่า RIP ต่างกัน การเลือกจึงต้องดูทั้งลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการที่รองรับ การสำรองค่าตั้ง และผู้ที่ช่วยสร้าง preset ให้กับงานของร้าน

เกณฑ์ทดสอบที่ควรใช้

  • พื้นดำขนาดใหญ่เพื่อดูความทึบและแถบจากหัวพิมพ์
  • เส้นบวกและเส้นลบหลายขนาดเพื่อหาขีดจำกัดที่ล้างบล็อกได้จริง
  • ตัวอักษรไทยและอังกฤษขนาดเล็กทั้งแบบบวกกับแบบกลับขาว
  • ฮาล์ฟโทนหลายความถี่และมุมสกรีน
  • เครื่องหมายวัดระยะ 100, 500 และ 1,000 มม. เพื่อตรวจการยืดหด
  • เครื่องหมาย register หลายตำแหน่งสำหรับงานหลายฟิล์ม
  • งานจริงที่เคยมีปัญหาอย่างน้อยหนึ่งแบบ

ทดสอบให้จบที่บล็อกหรือเพลต

  1. พิมพ์ไฟล์เดียวกันหลายโหมด แล้วให้หมึกแห้งเต็มที่
  2. ตรวจฟิล์มบนโต๊ะไฟและบันทึกค่าการพิมพ์ทุกชุด
  3. ประกบฟิล์มกับบล็อกหรือเพลตที่ใช้จริง
  4. ทำ exposure step test เพื่อหาเวลาที่เหมาะ ไม่ใช้เวลาจากฟิล์มเดิมโดยอัตโนมัติ
  5. ล้างและตรวจเส้นเล็ก พื้นทึบ ฮาล์ฟโทน และขนาด
  6. ทดลองพิมพ์ชิ้นงานเพื่อดูว่าปัญหาบนบล็อกส่งต่อไปถึงงานจริงหรือไม่
เปรียบเทียบขั้นตอนผลิตฟิล์มแบบเดิมกับระบบ Film Print 24
เปรียบเทียบ workflow ต้องรวมเวลาตั้งไฟล์ พิมพ์ แห้ง ถ่ายบล็อก และแก้งาน ไม่ใช่นับเฉพาะเวลาพิมพ์ฟิล์ม

คำนวณต้นทุนอย่างไร

  • ต้นทุนฟิล์มและหมึกต่อพื้นที่ รวมแถบทดสอบกับงานเสีย
  • ค่าลิขสิทธิ์ RIP คอมพิวเตอร์ และการสำรองข้อมูล
  • ชุดบำรุงรักษา หัวพิมพ์ กล่องทิ้งหมึก และเวลาทำความสะอาด
  • เวลาพนักงานตั้งไฟล์ เปลี่ยนม้วน และตรวจคุณภาพ
  • จำนวนบล็อกหรือเพลตที่ต้องทำซ้ำจากฟิล์มไม่ผ่าน
  • เวลาหยุดผลิตเมื่อเครื่องหรือซอฟต์แวร์มีปัญหา

Film Print 24 เหมาะกับใคร

เหมาะกับร้านที่มีงานฟิล์มเกิดขึ้นต่อเนื่อง ต้องแก้ไฟล์เร็ว ต้องการควบคุมคิวเอง และงานส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตที่ระบบทดสอบผ่านแล้ว หากปริมาณฟิล์มน้อยมากหรือมีงานละเอียดสูงเฉพาะทาง การใช้บริการภายนอกอาจคุ้มกว่า การตัดสินควรเริ่มจากเก็บจำนวนฟิล์มต่อเดือน เวลาเร่งด่วน และค่าเสียหายจากการรอหรือทำบล็อกใหม่

สรุป

ระบบ Film Print 24 จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความเร็วได้เมื่อคุณภาพฟิล์มผ่านเกณฑ์ของงานจริง การสาธิตที่ดีต้องไปถึงบล็อกหรือเพลตและชิ้นงาน ไม่จบที่แผ่นฟิล์ม หากผลทดสอบผ่านทั้งความทึบ เส้นเล็ก ฮาล์ฟโทน และขนาด จึงค่อยนำเวลาผลิตกับต้นทุนมาเปรียบเทียบระบบเดิม