Film Print 24 ใช้เรียกระบบ Digital Film Output หน้ากว้าง 24 นิ้วสำหรับผลิตฟิล์ม Positive ในงานบล็อกสกรีน Offset, Spot UV, Flexo, Die Cut, Pad Printing และงานสกรีนอุตสาหกรรม แนวคิดคือเปลี่ยนไฟล์ดิจิทัลเป็นฟิล์มพร้อมถ่ายบล็อกโดยไม่ต้องผ่าน Image Setter แต่คำว่า “ทดแทนได้” ต้องตัดสินจากรายละเอียดเส้น ความทึบ และความเที่ยงตรงที่กระบวนการของโรงพิมพ์ต้องการ

ปัญหาที่ระบบ Digital Film Output พยายามแก้
- ค่าใช้จ่ายและการดูแลเครื่อง Image Setter รุ่นเก่า
- การรอผลิตฟิล์มจากผู้ให้บริการภายนอกเมื่อมีงานแก้ด่วน
- การทำฟิล์มขนาดใหญ่กว่ากระดาษสำนักงานโดยไม่ต้องต่อหลายแผ่น
- การแก้ไฟล์และพิมพ์ซ้ำเฉพาะสีหรือชิ้นที่เสียได้ทันที
- การเก็บไฟล์ดิจิทัลแทนการเก็บฟิล์มจำนวนมาก
ข้อดีเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไฟล์ RIP เครื่องพิมพ์ หมึก ฟิล์ม และชุดถ่ายบล็อกทำงานเข้ากัน ถ้าพิมพ์เร็วแต่ต้องซ้อนฟิล์มสองชั้น หรือแก้บล็อกบ่อย ต้นทุนจริงอาจไม่ลดอย่างที่คาด
งานแต่ละประเภทต้องการฟิล์มไม่เท่ากัน
บล็อกสกรีนและงานเสื้อ
ต้องดูเส้นขอบ เม็ดฮาล์ฟโทน ความทึบของพื้นที่ดำ และการลงทะเบียนเมื่องานหลายสี การทดสอบควรใช้ตาข่าย อิมัลชัน และชุดฉายแสงที่ร้านใช้จริง เพราะฟิล์มเดียวกันอาจให้ผลต่างเมื่อเปลี่ยนความถี่ตาข่ายหรือเวลาฉาย
Offset และ Spot UV
งานมีตัวอักษรเล็ก เส้นบาง พื้นทึบ และตำแหน่งประกบกับงานพิมพ์เดิม ความเที่ยงตรงของขนาดและความคมจึงสำคัญมาก ฟิล์มที่หดหรือยืดเพียงเล็กน้อยอาจเห็นชัดเมื่อทำเพลตหรือเคลือบ Spot UV
Flexo, Die Cut และ Pad Printing
แต่ละกระบวนการมีข้อกำหนดเรื่องเส้น ขั้นต่ำของช่องว่าง และวัสดุเพลตต่างกัน ก่อนเปลี่ยนระบบควรเลือกงานยากที่ผลิตประจำมาทดสอบ ไม่ควรใช้เพียงโลโก้ขนาดใหญ่ซึ่งผ่านได้ง่ายกว่า
RIP Software ทำหน้าที่อะไร
RIP ช่วยจัดวางงาน ควบคุมความละเอียด ปริมาณหมึก การสร้างฮาล์ฟโทน และการพิมพ์กลับด้าน ตัวเครื่องที่ใช้ฮาร์ดแวร์เดียวกันอาจให้ผลฟิล์มต่างกันเมื่อการตั้งค่า RIP ต่างกัน การเลือกจึงต้องดูทั้งลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการที่รองรับ การสำรองค่าตั้ง และผู้ที่ช่วยสร้าง preset ให้กับงานของร้าน
เกณฑ์ทดสอบที่ควรใช้
- พื้นดำขนาดใหญ่เพื่อดูความทึบและแถบจากหัวพิมพ์
- เส้นบวกและเส้นลบหลายขนาดเพื่อหาขีดจำกัดที่ล้างบล็อกได้จริง
- ตัวอักษรไทยและอังกฤษขนาดเล็กทั้งแบบบวกกับแบบกลับขาว
- ฮาล์ฟโทนหลายความถี่และมุมสกรีน
- เครื่องหมายวัดระยะ 100, 500 และ 1,000 มม. เพื่อตรวจการยืดหด
- เครื่องหมาย register หลายตำแหน่งสำหรับงานหลายฟิล์ม
- งานจริงที่เคยมีปัญหาอย่างน้อยหนึ่งแบบ
ทดสอบให้จบที่บล็อกหรือเพลต
- พิมพ์ไฟล์เดียวกันหลายโหมด แล้วให้หมึกแห้งเต็มที่
- ตรวจฟิล์มบนโต๊ะไฟและบันทึกค่าการพิมพ์ทุกชุด
- ประกบฟิล์มกับบล็อกหรือเพลตที่ใช้จริง
- ทำ exposure step test เพื่อหาเวลาที่เหมาะ ไม่ใช้เวลาจากฟิล์มเดิมโดยอัตโนมัติ
- ล้างและตรวจเส้นเล็ก พื้นทึบ ฮาล์ฟโทน และขนาด
- ทดลองพิมพ์ชิ้นงานเพื่อดูว่าปัญหาบนบล็อกส่งต่อไปถึงงานจริงหรือไม่

คำนวณต้นทุนอย่างไร
- ต้นทุนฟิล์มและหมึกต่อพื้นที่ รวมแถบทดสอบกับงานเสีย
- ค่าลิขสิทธิ์ RIP คอมพิวเตอร์ และการสำรองข้อมูล
- ชุดบำรุงรักษา หัวพิมพ์ กล่องทิ้งหมึก และเวลาทำความสะอาด
- เวลาพนักงานตั้งไฟล์ เปลี่ยนม้วน และตรวจคุณภาพ
- จำนวนบล็อกหรือเพลตที่ต้องทำซ้ำจากฟิล์มไม่ผ่าน
- เวลาหยุดผลิตเมื่อเครื่องหรือซอฟต์แวร์มีปัญหา
Film Print 24 เหมาะกับใคร
เหมาะกับร้านที่มีงานฟิล์มเกิดขึ้นต่อเนื่อง ต้องแก้ไฟล์เร็ว ต้องการควบคุมคิวเอง และงานส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตที่ระบบทดสอบผ่านแล้ว หากปริมาณฟิล์มน้อยมากหรือมีงานละเอียดสูงเฉพาะทาง การใช้บริการภายนอกอาจคุ้มกว่า การตัดสินควรเริ่มจากเก็บจำนวนฟิล์มต่อเดือน เวลาเร่งด่วน และค่าเสียหายจากการรอหรือทำบล็อกใหม่
สรุป
ระบบ Film Print 24 จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความเร็วได้เมื่อคุณภาพฟิล์มผ่านเกณฑ์ของงานจริง การสาธิตที่ดีต้องไปถึงบล็อกหรือเพลตและชิ้นงาน ไม่จบที่แผ่นฟิล์ม หากผลทดสอบผ่านทั้งความทึบ เส้นเล็ก ฮาล์ฟโทน และขนาด จึงค่อยนำเวลาผลิตกับต้นทุนมาเปรียบเทียบระบบเดิม



