ภาพประกอบอุปกรณ์และ workflow สำหรับเริ่มธุรกิจพิมพ์เสื้อ

บทความ

เริ่มธุรกิจพิมพ์เสื้อ 6 ขั้น เลือกระบบ อุปกรณ์ และคิดต้นทุนต่อตัว

ในบทความนี้
  1. ขั้นที่ 1 ตอบ 4 คำถามก่อนดูเครื่อง
  2. ขั้นที่ 2 เลือกระบบจากคำตอบข้างบน
  3. ขั้นที่ 3 อุปกรณ์ที่ต้องมี ไม่ใช่แค่เครื่องพิมพ์
  4. ขั้นที่ 4 คิดต้นทุนต่อตัวให้ครบ
  5. ขั้นที่ 5 ทดสอบก่อนขายจริง
  6. ขั้นที่ 6 ขยายเมื่องานเกินมือ
  7. ตั้งราคาอย่างไรให้อยู่ได้
  8. คำถามที่พบบ่อย
  9. สรุป

คนส่วนใหญ่ที่อยากเริ่มธุรกิจพิมพ์เสื้อมักเริ่มจากคำถามว่า “ซื้อเครื่องตัวไหนดี” แต่คำถามนี้มาเร็วเกินไป คนที่เจ๊งมักเริ่มจากอีกทางคือ จะขายเสื้อให้ใคร แล้วค่อยเลือกเครื่องที่ทำงานนั้นได้ บทความนี้เขียนให้คนที่ยังไม่เคยทำธุรกิจนี้มาก่อน ไล่ตั้งแต่เลือกกลุ่มลูกค้า เลือกระบบ คิดต้นทุน ไปจนถึงขายจริง

ขั้นที่ 1 ตอบ 4 คำถามก่อนดูเครื่อง

เขียนคำตอบสี่ข้อนี้ลงกระดาษก่อน อ่านต่อโดยไม่ตอบก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทุกอย่างที่เหลือขึ้นอยู่กับสี่คำตอบนี้

  1. จะขายให้ใคร เสื้อทีมองค์กร แบรนด์เสื้อของตัวเอง งานอีเวนต์ ของที่ระลึก หรือรับงานต่อจากร้านอื่น
  2. ผ้าอะไร คอตตอน โพลีเอสเตอร์ ผ้าผสม สีอ่อนหรือสีเข้ม
  3. ลายแบบไหน โลโก้สองสามสี หรือภาพเต็มตัวหลายสี
  4. งานหนึ่งครั้งกี่ตัว และทั้งเดือนกี่ตัว

ตัวอย่าง คนที่ตอบว่า “ขายเสื้อกีฬาให้โรงเรียน ผ้าโพลีเอสเตอร์สีขาว ลายเต็มตัว ครั้งละ 200 ตัว เดือนละ 4 ครั้ง” คำตอบนี้ชี้ไปที่ชุดซับลิเมชั่นทันที ส่วนคนที่ตอบว่า “รับงานออนไลน์ ผ้าคอตตอนสีดำ ลูกค้าสั่งทีละตัว” คืองานของ DTG หรือ DTF ชัดเจน

ขั้นที่ 2 เลือกระบบจากคำตอบข้างบน

  • ผ้าโพลีเอสเตอร์สีอ่อนเป็นหลัก งานกีฬา เสื้อวิ่ง เสื้อบอล เลือก Sublimation
  • คอตตอนเป็นหลัก งานภาพถ่าย สั่งทีละน้อย ต้องการสัมผัสนุ่ม เลือก DTG
  • ผ้าหลากหลายชนิด รับทั้งเสื้อ หมวก กระเป๋า อยากทำสต็อกไว้ก่อน เลือก DTF
  • งานหลักเป็นเสื้อองค์กรครั้งละหลายร้อยตัว ลายไม่เกิน 3 สี เลือก สกรีนบล็อก

ถ้ายังตัดสินไม่ได้ อ่านรายละเอียดของทั้งสี่ระบบได้ใน เครื่องพิมพ์เสื้อ 4 ระบบ

ขั้นที่ 3 อุปกรณ์ที่ต้องมี ไม่ใช่แค่เครื่องพิมพ์

คนส่วนมากคิดงบเฉพาะค่าเครื่องพิมพ์ แล้วไปติดตอนต้องซื้ออย่างอื่นเพิ่ม รายการต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องมีจริงก่อนรับงานแรก

  • เครื่องพิมพ์ตามระบบที่เลือก
  • เครื่องรีดร้อน ขนาดหน้าแปลนต้องใหญ่กว่าลาย เสื้อผู้ใหญ่ลายเต็มอกใช้ 38×38 หรือ 32×45 ซม. ดูวิธีเลือกได้ที่ เครื่องรีดร้อนมีกี่แบบ
  • คอมพิวเตอร์กับโปรแกรมทำไฟล์ จอควรสีไม่เพี้ยน เพราะสีที่เห็นบนจอคือสิ่งที่ลูกค้าอนุมัติ
  • โต๊ะทนความร้อนสำหรับวางเครื่องรีด และชั้นวางเสื้อที่รีดเสร็จแล้วยังร้อน
  • วัสดุสิ้นเปลืองสำรอง หมึก กระดาษหรือฟิล์ม และเสื้อเปล่าสำหรับทดสอบ เผื่อเสียไว้ช่วงแรกอย่างน้อย 10 ตัว
  • โต๊ะทำงานที่แยกส่วนสะอาดก่อนพิมพ์กับส่วนร้อนออกจากกัน

ขั้นที่ 4 คิดต้นทุนต่อตัวให้ครบ

คนเริ่มใหม่มักคิดแค่ เสื้อบวกหมึก แล้วตั้งราคาจากตรงนั้น พอทำไปสักพักจึงรู้ว่าไม่เหลือกำไร ต้นทุนจริงมีมากกว่าสองตัวนั้น

  • ต้นทุนต่อตัวโดยตรง เสื้อเปล่า หมึก กระดาษหรือฟิล์ม ผงกาว (ถ้าเป็น DTF) น้ำยารองพื้น (ถ้าเป็น DTG เสื้อสีเข้ม) ถุงแพ็ก
  • ต้นทุนที่คนมักลืม ค่าไฟ ค่าแรงคน เสื้อเสียระหว่างทดลอง ค่าส่ง ค่าเสื่อมเครื่อง
  • ต้นทุนตั้งงาน เช่น การทำบล็อกสกรีน หรือเวลาเตรียมไฟล์ คิดแยกจากต้นทุนต่อตัว เพราะงาน 1 ตัวกับงาน 100 ตัวเสียค่าตั้งงานเท่ากัน

วิธีหาตัวเลขจริงที่ง่ายที่สุดคือผลิตจริง 10 ตัว แล้วจดทุกอย่างที่ใช้ไป นับเสื้อเสียด้วย เอาต้นทุนทั้งหมดหารด้วย 10 จะได้ต้นทุนต่อตัวที่ใช้ตั้งราคาได้จริง

ขั้นที่ 5 ทดสอบก่อนขายจริง

ก่อนรับงานลูกค้าจริง ทำสิ่งเหล่านี้ก่อน ผลิตเสื้อตัวอย่างของทุกแบบที่คิดจะขาย ซักด้วยเครื่องที่บ้านอย่างที่ลูกค้าจะซักจริง 10 ถึง 20 รอบ แล้วดูว่าลายแตก ซีด หรือลอกหรือไม่ เสื้อที่ผ่านการซักแล้วเอาไปให้คนรู้จักใส่จริงแล้วขอคำติชม จะได้รู้ว่าคุณภาพพอขายจริงหรือยัง

วิธีทดสอบตลาดที่เสี่ยงน้อยอีกทางคือส่งงานไปให้ร้านที่รับพิมพ์ทำก่อน เอางานที่ได้ไปขายจริงสัก 2 ถึง 3 เดือน ถ้ามีออเดอร์สม่ำเสมอค่อยซื้อเครื่องมาทำเอง วิธีนี้เสียกำไรต่อชิ้นไปบ้าง แต่ไม่เสี่ยงเงินก้อนใหญ่กับลูกค้าที่ยังไม่มี

ขั้นที่ 6 ขยายเมื่องานเกินมือ

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาขยาย คือปฏิเสธงานเพราะทำไม่ทัน หรือลูกค้าถามหาสิ่งที่เครื่องเดิมทำไม่ได้ซ้ำ ๆ เช่น เคยทำแต่เสื้อสีอ่อนแล้วลูกค้าเริ่มสั่งเสื้อสีเข้ม จุดนั้นคือจุดที่ควรคุยเรื่องขยาย

  • งานล้นจนต้องต่อคิว เพิ่มเครื่องรีดเป็นสองถาดหรือเครื่องที่สอง ก่อนเปลี่ยนเครื่องพิมพ์
  • ลูกค้าสั่งผ้าหรือสีที่ระบบเดิมทำไม่ได้ ค่อยเพิ่มระบบที่สอง
  • หน้ากว้างไม่พอ เช่นเครื่องซับลิเมชั่น 24 นิ้วเริ่มรับเสื้อลายเต็มตัวไม่ไหว ค่อยขยายเป็น 44 นิ้ว

สายซับลิเมชั่นของ Epson มีขั้นขยายที่ชัดเจน เริ่มที่ SC-F530 หน้ากว้าง 24 นิ้ว ขยายเป็น SC-F6430 44 นิ้วที่พิมพ์ได้ 78.3 ตารางเมตรต่อชั่วโมง แล้วจึงไป SC-F9530 64 นิ้วสำหรับโรงงาน ส่วนสาย DTG เริ่มที่ SC-F1030 ตั้งโต๊ะ ขยายเป็น SC-F2230 ที่ทำ DTF ได้ด้วย

ตั้งราคาอย่างไรให้อยู่ได้

คนเริ่มใหม่มักตั้งราคาต่ำกว่ตลาดเพื่อแย่งงาน สุดท้ายจะได้ลูกค้าที่เปลี่ยนไปหาคนถูกกว่าอยู่ดี ตั้งราคาจากสองส่วนแทน หนึ่งคือค่าตั้งงาน เก็บครั้งเดียวต่อออเดอร์ สองคือค่าต่อตัว คิดตามจำนวน ลูกค้าสั่ง 1 ตัวกับสั่ง 100 ตัวจึงจ่ายต่อตัวไม่เท่ากันโดยที่เราไม่ขาดทุน

งานด่วน งานแก้ไฟล์ให้ลูกค้า และงานตัวเดียวคิดเพิ่มได้ เพราะมันกินเวลาคุณมากกว่าที่ตัวเลขบอก

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มต้นต้องมีหน้าร้านไหม

ไม่ต้อง คนส่วนมากเริ่มที่ห้องที่บ้านหรือห้องเช่าเล็ก ๆ แล้วขายออนไลน์ สิ่งที่สำคัญกว่าหน้าร้านคือพื้นที่ที่ระบายอากาศได้ ไฟพอ และที่เก็บเสื้อไม่ให้เปื้อนหรือเลอะ

ซื้อเครื่องมือสองก่อนได้ไหม

ได้ถ้าเป็นเครื่องรีดที่เช็กสภาพได้ แต่เครื่องพิมพ์มือสองมีความเสี่ยงสูงกว่า หัวพิมพ์ที่ตันอาจซ่อมแพงเท่าราคาเครื่อง และมักไม่มีประกัน ถ้าซื้อมือสอง ควรขอดูชิ้นงานที่เครื่องตัวนั้นพิมพ์จริงก่อนโอนเงิน

ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม

ขายทดลองในช่วงแรกทำได้ แต่เมื่อเริ่มรับงานองค์กร โรงเรียน หรือหน่วยงานรัฐ เขามักขอใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี เรื่องนี้ควรปรึกษากับนักบัญชีหรือสำนักงานสรรพากรโดยตรง

สรุป

ลำดับที่ทำให้เจ็บน้อยที่สุดคือ รู้ลูกค้า เลือกระบบ ซื้ออุปกรณ์ให้ครบ คิดต้นทุน ทดสอบ แล้วค่อยขยาย อย่าเริ่มจากการซื้อเครื่องแพงที่สุดก่อนแล้วค่อยหาลูกค้า ถ้าอยากให้ช่วยดูว่างานของคุณควรเริ่มที่ระบบไหน ส่งตัวอย่างเสื้อกับไฟล์ลายมาที่ หน้าติดต่อ หรือดูเครื่องทุกระบบพร้อมราคาที่ เครื่องพิมพ์สกรีนเสื้อ Epson ทุกระบบ