Epson SureColor F3030

บทความ

DTG พิมพ์ผ้าอะไรได้บ้าง? ข้อจำกัดและการทดสอบก่อนผลิต

ในบทความนี้
  1. DTG พัฒนาจากงานคอตตอนไปสู่ผ้าหลากหลายขึ้นอย่างไร
  2. ผ้าคอตตอน 100%
  3. ผ้าโพลีเอสเตอร์ 100%
  4. ผ้าผสมคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์
  5. ผ้าหรือวัสดุอื่น
  6. เลือก Pretreatment ให้ตรงกับผ้า
  7. การอบเป็นส่วนหนึ่งของระบบพิมพ์
  8. ขั้นตอนทดสอบผ้าก่อนเปิดรับงาน
  9. ข้อจำกัดที่ควรบอกลูกค้าตรง ๆ
  10. เลือกระหว่าง DTG กับ DTF
  11. สรุป

เครื่อง DTG (Direct to Garment) พิมพ์หมึกลงบนเสื้อหรือชิ้นผ้าโดยตรง จุดแข็งคือเปลี่ยนลายได้เร็ว ทำงานหลายสีโดยไม่ต้องทำบล็อก และรับงานจำนวนน้อยได้ แต่คำว่า “พิมพ์ได้ทุกประเภทผ้า” ต้องอธิบายให้ครบ เครื่องบางรุ่นรองรับผ้าหลายกลุ่มจริง ทว่าเส้นใย สีผ้า การทอ Pretreatment หมึก และการอบล้วนทำให้ผลต่างกัน การทดลองบนตัวอย่างผ้าจึงยังเป็นขั้นตอนที่ตัดออกไม่ได้

เครื่องพิมพ์ DTG Epson SureColor F3030 สำหรับพิมพ์ลงเสื้อโดยตรง
เครื่อง DTG รองรับผ้าได้หลายกลุ่มขึ้น แต่คุณภาพยังขึ้นกับเส้นใย Pretreatment และการอบของแต่ละงาน

DTG พัฒนาจากงานคอตตอนไปสู่ผ้าหลากหลายขึ้นอย่างไร

เครื่อง DTG รุ่นแรกในตลาดเน้นผ้าคอตตอน เพราะหมึก Pigment และน้ำยา Pretreatment ถูกพัฒนามาให้ยึดกับเส้นใยธรรมชาติได้ดี ต่อมาผู้ผลิตพัฒนาหมึก น้ำยาสำหรับโพลีเอสเตอร์ ระบบหมึกขาว และการควบคุมอุณหภูมิให้ทำงานกับผ้าหลากหลายขึ้น ปัจจุบันรุ่นอย่าง Epson SC-F1030 ระบุการรองรับคอตตอน 100%, ผ้าผสมที่มีคอตตอนอย่างน้อย 50%, โพลีเอสเตอร์ 100% และผ้าผสมที่มีโพลีเอสเตอร์อย่างน้อย 50% แต่ยังต้องเลือกน้ำยาและสูตรอบตามวัสดุ

ผ้าคอตตอน 100%

คอตตอนเป็นงานหลักของ DTG เพราะให้สัมผัสนุ่มและรับหมึกได้ดี เสื้อสีอ่อนมักพิมพ์สีโดยไม่ต้องรองหมึกขาว ส่วนเสื้อสีเข้มต้องลง Pretreatment และพิมพ์ชั้นขาวก่อนสี จุดที่ต้องคุมคือปริมาณน้ำยา ความสม่ำเสมอ การรีดเตรียมผิว และการอบให้หมึกเซตตัว ถ้าน้ำยาน้อยไปสีจะจม ถ้ามากไปอาจเกิดคราบหรือสัมผัสแข็ง

  • ชั่งน้ำหนักน้ำยาก่อนและหลังพ่นเพื่อให้พนักงานใช้ปริมาณใกล้กัน
  • รีดเส้นใยให้เรียบก่อนพิมพ์ ลดเส้นใยชูที่ทำให้หมึกขาวฟุ้ง
  • ตรวจหัวพิมพ์ขาวและกวนหมึกตามรอบ เพราะหมึกขาวมีเม็ดสีหนาแน่น
  • อบตามสูตรของหมึกและน้ำยา แล้วทดสอบซักก่อนรับรองความทน

ผ้าโพลีเอสเตอร์ 100%

โพลีเอสเตอร์มีความเสี่ยงเรื่องสีจากผ้าเคลื่อนขึ้นมาปนหมึกเมื่อได้รับความร้อน หรือ Dye Migration โดยเฉพาะเสื้อสีแดง น้ำเงินเข้ม และผ้ากีฬาที่ย้อมมาเข้ม สูตรที่เหมาะจึงไม่ใช่แค่น้ำยาเกาะผ้า แต่ต้องช่วยลดการเคลื่อนสีและใช้การอบที่ไม่ร้อนเกินจำเป็น งานผ่านทันทีหลังพิมพ์อาจเปลี่ยนสีหลังทิ้งไว้ จึงควรพักตัวอย่างแล้วตรวจซ้ำ

  • ใช้ Pretreatment สำหรับโพลีเอสเตอร์ตามที่ระบบหมึกกำหนด
  • ทดสอบผ้าทุกสี โดยเน้นสีเข้มที่มีโอกาสเกิด Dye Migration
  • ตรวจผลทันที หลังพัก 24 ชั่วโมง และหลังซัก
  • บันทึกอุณหภูมิจริงที่ผิวผ้า ไม่อาศัยตัวเลขหน้าเครื่องอบอย่างเดียว

ผ้าผสมคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์

ผ้าผสมไม่ได้ให้ผลอยู่กึ่งกลางแบบคำนวณตรง ๆ สัดส่วนเส้นใย โครงสร้างการทอ และสารเคลือบจากโรงงานมีผลต่อสีและสัมผัส ผ้า 50/50 จากคนละโรงงานอาจใช้สูตรเดียวกันไม่ได้ ทางที่ปลอดภัยคือเก็บตัวอย่างผ้าแต่ละรหัส สร้างสูตรน้ำยาและอบแยก แล้วให้ฝ่ายขายระบุรหัสผ้าที่อนุมัติไว้ในใบงาน

ผ้าหรือวัสดุอื่น

DTG อาจพิมพ์กระเป๋าผ้า หมวก แผ่นผ้า รองเท้า หรือชิ้นงานที่วางบนแท่นได้ หากความหนา รูปทรง และวัสดุอยู่ในขอบเขตของเครื่อง แต่การวางได้ไม่ได้แปลว่าหมึกจะยึดหรืออบได้เสมอ ซิป ตะเข็บ กระดุม และพื้นผิวไม่เรียบยังเสี่ยงชนหัวพิมพ์ จึงต้องใช้แท่นหรือจิ๊กที่เหมาะสมและกำหนดพื้นที่พิมพ์ปลอดภัย

เลือก Pretreatment ให้ตรงกับผ้า

Pretreatment ทำหน้าที่ช่วยให้หมึกอยู่บนผิวและสร้างชั้นรองรับหมึกขาว สูตรสำหรับคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์อาจต่างกัน รวมถึงปริมาณที่ใช้กับเสื้อสีอ่อนและสีเข้ม อย่าผสมน้ำยาหรือปรับสูตรจากการเดา เมื่อเปลี่ยนผู้ขายผ้า น้ำยาหรือล็อตการผลิต ให้กลับไปทำแถบทดสอบก่อน

การอบเป็นส่วนหนึ่งของระบบพิมพ์

งาน DTG ยังไม่จบเมื่อเสื้อออกจากเครื่อง หมึกต้องได้รับความร้อนและเวลาตามข้อกำหนด ระบบอบอาจเป็นเครื่องรีดร้อนหรือเตาอบลมร้อน ขึ้นกับหมึก ผ้า และกำลังผลิต เครื่องรีดใช้พื้นที่น้อยแต่เกิดแรงกดและต้องวางกระดาษป้องกัน ส่วนเตาอบลดการกดผิวแต่ต้องคุมลม อุณหภูมิ และเวลาพักงาน

ขั้นตอนทดสอบผ้าก่อนเปิดรับงาน

  1. ระบุส่วนประกอบผ้า สี การทอ และรหัสล็อตให้ครบ
  2. ทดสอบ Pretreatment อย่างน้อยสองระดับในพื้นที่เล็ก
  3. พิมพ์ไฟล์ที่มีหมึกขาว สีทึบ ไล่โทน และตัวอักษรเล็ก
  4. อบด้วยสูตรที่ตั้งใจใช้จริงและตรวจคราบ เงา สีไหล กับสัมผัสผ้า
  5. พักงาน 24 ชั่วโมงก่อนเทียบสีอีกครั้ง โดยเฉพาะโพลีเอสเตอร์สีเข้ม
  6. ซักตามเงื่อนไขสินค้าหลายรอบและบันทึกภาพก่อนกับหลัง
  7. ล็อกสูตรไว้กับรหัสผ้า ไม่ใช้ชื่อเรียกกว้าง ๆ เช่น “เสื้อกีฬา”

ข้อจำกัดที่ควรบอกลูกค้าตรง ๆ

  • ผ้าบางสีอาจเกิด Dye Migration แม้ปรับสูตรแล้ว
  • ผ้าเคลือบกันน้ำหรือมีสารตกแต่งผิวอาจทำให้หมึกเกาะไม่ดี
  • ความยืดสูงทำให้ลายแตกร้าวได้ถ้าชั้นหมึกหนาหรือสูตรอบไม่เหมาะ
  • ตะเข็บ ซิป และพื้นผิวต่างระดับจำกัดตำแหน่งกับขนาดลาย
  • ความทนขึ้นกับการซักและการดูแล จึงควรส่งคำแนะนำพร้อมสินค้า

เลือกระหว่าง DTG กับ DTF

หากงานมีชนิดผ้าหลากหลายมากและต้องการย้ายลายไปรีดภายหลัง DTF อาจยืดหยุ่นกว่า แต่ลายมีชั้นฟิล์มกับกาวบนผิว ส่วน DTG ให้สัมผัสต่างออกไปและเหมาะกับงานที่ต้องการพิมพ์ลงชิ้นเสื้อโดยตรง เปรียบเทียบขั้นตอนและสัมผัสเพิ่มเติมได้ที่ DTF กับ DTG ต่างกันอย่างไร

สรุป

DTG รุ่นใหม่รองรับผ้าได้กว้างขึ้นจริง แต่ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้กับทุกผ้าโดยไม่ทดลอง งานที่เชื่อถือได้เกิดจากการแยกสูตรตามเส้นใย สี และล็อตผ้า แล้วคุม Pretreatment การพิมพ์ และการอบเป็นกระบวนการเดียวกัน เมื่อมีตัวอย่างทดสอบกับบันทึกสูตร คำว่า “พิมพ์ได้” จึงเปลี่ยนเป็น “ผลิตซ้ำได้”